วันพุธที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2556

โรคไต และวิธีดูแลไต



โรคไต และ วิธีดูแลไต

     เกิดมาจากระบบดูดซึมไม่ดี ทำให้อาหารที่กินเข้าไปแล้วมันเข้าตัวไม่ได้ จะถูกส่งไปให้ไตขับทิ้ง ทำให้ไตทำงานหนักมากกว่าปกติ เป็นที่คาดการณ์กันว่า ในอีก 5 ปีข้างหน้า จะมีคนต้องรอล้างไตอีก 9 ล้านคน

     
ไต มีหน้าทีกรองเลือดว่าเม็ดไหนหมดอายุแล้ว ก็กรองออกไป เม็ดเลือดที่ยังไม่หมดอายุก็ส่งคืนกลับไป และอื่น ๆ อีกมาก


-
ลำไส้เล็กต้องต้องดูดซึมกลุ่มสารอาหาร ที่จะไปสร้างกรดอะมิโนเพื่อไปสร้างเซลล์ใหม่ในร่างกาย เช่น เซลล์กล้ามเนื้น เซลล์ประสาท เซลล์กระดูก ได้แก่ โปรตีน วิตามิน ซี,วิตามิน บี1,วิตามิน บี3,วิตามิน บี6

-
ลำไส้ใหญ่ต้องดูดซึมกลุ่มสารอาหาร ที่จะไปสร้างเม็ดเลือดเพื่อไปสร้างภูมิคุ้มกัน ได้ วิตามิน เอ,วิตามิน ซี,วิตามิน อี

ไตทำงานหนัก โดยไม่จำเป็น คือ

-
กินอาหารรสจัด

-
กินอาหารผัดน้ำมันเป็นประจำ

-
กินเนื้อสัตว์ แล้วไม่มีวิตามิน ซี,วิตามิน บี1,วิตามิน บี3,วิตามิน บี6 (ซึ่งหาได้จากน้ำกระชาย) มาช่วยเปลี่ยนโปรตีนให้เป็นกรดอะมิโนถึงจะมีประโยชน์ต่อร่างกาย

-
เกิดจากความกล้ว ขี้ตกใจ ชอบข่มชู่คนอื่น ถ้าเป็นอย่างนี้ร่างกายจะผลิตไขมันขึ้นมาเอง ให้เป็นไขมันฝ่ายร้าย ถ้าอารมณ์ดี ไม่เครียด มีจิตเมตตาก็จะเป็นไขมันฝ่ายดี

(
ถ้าดูแลปอดดี ไตก็จะแข็งแรง เมื่อไตแข็งแรง กระดูกก็จะแข็งแรงด้วย)

วิธีดูแลไต



-
รู้ว่าเป็นโรคไตแล้ว ควรให้หมอรักษาดีที่สุด

-
งดอาหารผัดน้ำมัน

-
ล้างลำไส้ หรือระบบดูดซึม เป็นประจำด้วยสูตร
     -
มะละกอดิบต้มน้ำ เอาน้ำมาชงชา (ดื่มกิน)
     -
โยเกิต+นมสด+น้ำผึ้ง+มะนาว (ดื่มกิน)
     -
ใช้เห็ดสามอย่างขึ้นไป นำมาปรุงอาหาร (ห้ามผัดน้ำมัน)


ความสำคัญอาหารมื้อเช้า : สมองเสื่อม


สมองเสื่อม
จากงานวิจัยในประเทศไทย พบว่า วันข้างหน้าอีกประมาณ 4 ถึง 5 ปี จะมีผู้สูงอายุเป็นโรคสมองเสื่อม ถึง 9 ล้านคน เมื่อเราทราบอย่างนี้แล้ว ก็มาหาทางบำรุงสมองกันดีกว่า เพื่อป้องกันไม่ให้สมองเสื่อมก่อนเหตุอันควร ซึ่งเมื่อเป็นแล้ว จะเป็นภาระกับคนในครอบครัวอย่างมาก ที่จะต้องมาคอยดูแลอยู่ตลอเวลา

สาเหตุ
อาจเกิดมาจากเลือดไม่ไปเลี้ยงสมอง เพราะกินอาหารผัดน้ำมันเป็นประจำติดต่อกันหลายปี น้ำมันจะเกาะผนังลำไส้ ทำให้ดูดซึมสารอาหารที่เป็นประโยชน์ไปเลี้ยงสมองไม่ได้

วิธีดูแลสมอง
  1. ขับถ่าย ระหว่างเวลา 05.00-07.00 น.
  2. กินอาหารเช้าระหว่างเวลา 07.00-09.00 น. เพื่อให้เลือดรรับสารอาหารไปเลี้ยงสมอง และกินโยเกิร์ต นมสด น้ำผึ้งมะนาว ระหว่างเวลา 13.00-15.00 น. เพื่อเปลี่ยนขยะในลำไส้เล็กให้เป็น ปี 12 แล้วส่งไปบำรุงสมอง
  3. ล้างระบบดูดซึมด้วยสูตรมะละกอดิบต้มน้ำชงชา
  4. ใช้กระเจี๊ยบแดงแห้งหรือสด ต้มกับพุทราจีน ใช้ดื่มน้ำเพื่อล้างหลอดเลือดเป็นประจำ
  5. กินน้ำกระชาย แล้วกินน้ำใบบัวบกตาม จะส่งบำรุงสมองได้โดยตรง และผลไม้ชื่อลูกไข่เน่า เป็นผลไม้ที่บำรุงสมองได้ดีมาก หรือขึ้นฉ่าย เม็ดบัว ลูกแป๊ะก้วย
  6. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ก่อนที่จะกินอาหารอะไรเข้าไปบำรุง ให้นึกถึงว่า ลำไส้เราได้ล้างบ้างหรือยัง ถ้ายังไม่เคยล้าง ควรใช้สูตรมะละกอดิบ ต้มน้ำ แล้วนำน้ำร้อนนั้น มาชงดื่มล้างลำไส้เป็นประจำ
วิธีกดนิ้วเพื่อให้เลือดเลี้ยงสมอง ป้องกันสมองเสื่อม
ใช้นิ้วโป้ง   กดที่  นิ้วชี้              2 ครั้ง
ใช้นิ้วโป้ง   กดที่   นิ้วกลาง         1 ครั้ง
ใช้นิ้วโป้ง   กดที่   นิ้วนาง           3 ครั้ง
ใช้นิ้วโป้ง    กดที่   นิ้วก้อย             4 ครั้ง
แล้วทำกลับ โดยมากดที่นิ้วนาง     3 ครั้ง
                               กดที่นิ้วกลาง    1 ครั้ง
                                กดที่นิ้วชี้        2 ครั้ง
เป็นการจบเท่ากับ 1 ชุด รวมเป็น 1 ชุด  พอเริ่มชุดที่ 2 ให้กดที่นิ้วกลาง 1 ครั้ง ต่อไปเลย ทำอย่างนี้ให้ได้ 50 ชุดต่อวัน

ความสัมพันธ์ของสมองกับปลายนิ้วมือ  จะเกิดพลังงานครบวงจรของเขาเอง เป็นการกระตุ้นให้หลั่งสารเอนโดรฟิน
ฝึกการหายใจเข้าอย่างช้าๆ ให้พุงป่องออก แล้วหายใจออกให้พุงยุบลง ฝึกการหายใจลึก  เป็นการไปกระตุ้นเซลล์สมอง ที่คุมโปรแกรมความจำที่ดีงามในอดีตหรือปัจจุบัน และเป็นการเพิ่มออกซิเจนให้ปอดกับสมอง

ในทางตรงกันข้าม ถ้าหายใจถี่ๆ ตื้นๆ  เร็วๆ จะเป็นการกระตุ้นเซลล์ สมองกลุ่มที่บันทึกเรื่องไม่ดีเอาไว้ให้ออกมาใช้งาน จึงควรฝึกหายใจช้าๆ เพื่อกระตุ้นเซลล์สมองกลุ่มที่บันทึกเรื่องดีๆ ออกมาใช้งาน เป็นวิธีป้องกันสมองเสื่อมได้อีกวิธีหนึ่ง

วันพุธที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2555

ล้างสารพิษในร่างกาย : ด้วยเห็ดสามอย่าง






เห็ดสามอย่าง คืออะไร แล้วกินอย่างไร ชื่อว่าเห็นสามอย่างมีด้วยเหรอ..

เห็ดสามอย่าง

คือ เห็ด 3 ชนิด ขึ้นไป จะเห็นเห็ดสด หรือเห็ดแห้งก็ได้ นำมาปรุงอาหารแล้วกินได้ทั้งเนื้อเห็ด
และน้ำต้มเห็ด
ประโยชน์ของเห็ดสามอย่าง เมื่อนำมารวมกันปรุงอาหาร

- ล้างสารพิษที่ตกค้างในตับ ช่วยบำรุงตับ
- ลดอนุมูลอิสระที่จะเกิดเป็นเซลล์มะเร็ว





เห็ดชนิดเดียว ประโยชน์ยังไม่มากเท่ากับเห็ด 3 อย่างมารวมกัน หรือ 3 อย่างขึ้นไป เห็นดที่นำมาใช้คือ เห็ดที่กินได้ เช่น เห็ดหูหนูดำ เห็ดหนูขาว เห็ดหอม เห็ดฟาง เห็ดนางฟ้า เห็ดโคน เห็ดเข็มทอง ล้างน้ำให้สะอาดก่อนปรุงอาหาร

โปรตีนในเห็ด 3 อย่าง เมื่อนำมารวมกันประกอบอาหารแล้ว จได้โปรตีนจากเห็ดที่ร่างกายดูดซึมไปใช้งานได้ง่ายที่สุด ง่ายกว่าเนื้อสัตว์  โปรตีนจากเห็ดจะไปสร้างกรดอะมิโน ที่บำรุงสมอง ปรับสมดุลของการสร้างเซลล์ใหม่ในร่างกาย  ต้านการเกิดมะเร็ง ขจัดสารพิษ แต่ถ้าคนที่เป็นมะเร็งแ้วกินได้ แต่อย่าคิดหวังอะไร ควรไปให้แพทย์รักษาจะดีที่สุด




อาหารที่ต้านอนุมูลอิสระได้ดีก็มีมากมาย เช่น กระเจี๊ยบเขียว ลูกหม่อน ผัก และผลไม้  ที่ควรกินป้องกันเอาไว้

น้ำต้มเห็ด 3 อย่าง  ใช้ทำเป็นน้ำซุปปรุงอาหารก็ได้ แต่ไม่ควรนำเห็ดสามอย่างไปผัดน้ำมัน ถ้าจะผัด ควรใช้กระทิผัดแทนน้ำมัน เพราะกะทิเป็็นไขมันละลายในน้ำได้  และกะทิมีโครเลสเตอรอลฝ่ายดีมีประโยชน์ต่อร่างกาย

มาล้างลำไส้กันดีกว่า..

พูดซะน่ากลัวเชียว.. แต่จริงๆ แล้ว เหตุผลทำไมจึงต้องล้างลำไส้ละ  แล้วเราจะล้างได้ยังไง หรือว่า ต้องไปให้หมอผ่าตัดออกมา แล้วถึงจะมีสิทธิ์ล้างลำไส้นะเหรอ.  ไม่ใช่!! เข้าใจผิดแล้วคะ

วันนี้ผู้เผยแพร่บทความ (ไม่อ้างสิทธิ์ในการเขียน) เพราะได้รวบรวมบทความที่เป็นประโยชน์มาให้ท่านได้ศึกษากัน สำหรับท่านผู้รู้อยู่แล้ว ก็ถือว่าอ่านได้ความรู้และทบทวนอีกครั้ง  สำหรับท่านที่ไม่รู้เลย หรือไม่รู้จักการล้างลำไส้  เรามาเริมกันเลยดีกว่า  สาเหุตอะไร ทำให้เราต้องล้างลำไส้

อาหารผัดน้ำมัน 




ในน้ำมันที่ประกอบอาหาร ถ้ามีส่วนประกอบของน้ำมันปาล์มอยู่ด้วย ไม่ครนำเข้าร่างกาย เพราะน้ำมันปลา์มน่าจะสกัดไปใช้เป็นเชื้อเพลิงอย่างอื่น ถ้าจะบอกว่าน้ำมันปาล์มไม่มีโคเลสเตอรอล ถ้าอย่างนั้น น้ำมันเบนซินก็ไม่มีโคเลสเตอรรอล น้ำมันดีเซลก็ไม่มีโคเลสเตอรอลเหมือนกัน แล้วน้ำมันเหล่านี้สมควรเอามากินเล่นได้หรือไม่

ดูจากก้นกระทะและรอบๆ เตาแก๋ส หรือท่อน้ำทิ้งที่ล้างจาน จะมีคราบเหนียวๆ ของน้ำมันเกาะติดอยู่ เราก็ล้างมันออกได้ แล้วถ้ากินอาหารผัดน้ำมันเป็นประจำ น้ำมันที่เข้าไปโดนอุณหภูมิของร่างที่ 37 องศาตลอดเวลา น้ำมันจะเหนียวเป็นกาวยึดติดผนังลำไส้ เป็นเวลานานเข้าก็จะหนาตัวขึ้น ไปขวางระบบดูดซึม ระบบดูดซึมของร่างก็จะเสียไป แล้วเราจะส่งอะไรเข้าไปล้างมันได้



ระบบดูดซึม
เมื่อระบบดูดซึมเสีย สำไส้จะดูดซึมสารอาหารที่เป็นประโยชน์ไปสร้างเม็ดเลือดไม่ได้ กินยา หรือ วิตามินก็ไม่ดูดซึม เพราะผ่านชั้นไขมันที่ผนังสำไส้ไปไม่ได้ หรือผ่านไปได้น้อย ต่างกับการให้น้ำเกลือโดยการฉีดเข้าเส้นเลือด โดยไม่ต้องผ่านระบบดูดซึม แต่ใครจะให้น้ำเกลือได้ทุกวันคงไม่มี

เมื่อระบบดูดซึมไม่ได้ พวกสารอาหาร และโปรตีน จะถูกส่งไปให้ไตขับทิ้ง ไตก็ต้องทำงานหนัก และอ่อนล้าเป็นธรรมดา ผลที่ตามมาคือความเจ็บป่วย การเกิดโรคต่างๆ

ทุกคนที่เคยกินอาหารผัดน้ำมัน หรือของที่ทอดน้ำมันบ่อย ๆ หรื่อทุกวัน ควรจะต้องล้างลำไส้เพื่อให้ระบบดูดซึมทำงานได้ดีขึ้น

การไม่ล้างลำไส้ ก็เปรียบเสมือนการกินข้าว แล้วไม่ได้ล้างจานมื้อต่อไปก็ใช้จานใบเก่าใส่ข้าวกินใหม่

สตูรล้างระบบดูดซึม(ลำไส้) 


 



1. มะละกอดิบต้มน้ำชงชา (ชงมะละกอ)
วิธีทำ ใช้มะละกอดิบปอกเปลือกล้างน้ำแล้วมาหั่นแบบชิ้นฟัก ใส่หม้อ เติมน้ำต้นให้เดือดแล้วยกลง เอาเฉพาะน้ำมาชงชา ใช้มาจีน หรือ ชาเขียว หรือ ชาใบหม่อนก็ได้ ควรแช่ชาไม่เกิน 5 นาที แล้วกรองชาออก สูตรนี้จะช่วยล้างไขมันที่เกาะลำไส้ได้ดี ควรทำดื่มเป็นประจำทุกวัน เพราะเรากินอาหารผัดน้ำมันมาหลายปี






2. โยเกิต + นมสด + น้ำผึ่ง + มะนาว
วิธีทำ นดสด 1 กล่อง เทใส่แก้ว เติมโยเกิตรสธรรมชาติ ครึ่งถ้วยของโยเกิต เต้มน้ำผึ่ง และมะนาว ชิมรสชาติตามใจชอบ แล้วตั้งทิ้งไว้สักพักหนึ่ง เพื่อให้จุลินทรีย์ขยายตัวแล้วกินความหวานของน้ำผึ่ง แล้วช่วยย่อยไขมันของนมก่อน แล้วจึงค่อยดื่ม จะช่วยล้างลำไส้เล็กได้ดี (ถ้าดื่มเวลา 13.00 - 15.00 น.) จะได้ผมดีมาก เพราะตรงเวลาของลำไส้เล็ก



3. รากหญ้าคา เก๋ากี๊ เก๊กฮวย ดอกมะลิ ดอกกุหลาบ ตะไคร้หอม
วิธีทำ นำมาต้มรวมกันกินแต่น้ำ เป็นสูตรล้างลำไส้ดีที่สุด


4. บอระเพ็ด ยาว 1 เกียว เติมน้ำ 2 แก้ว แล้วต้มดื่มกินน้ำก็ช่วยล้างสำไส้ได้ดีเช่นกัน



ไม่ขับถ่ายตอนเช้า..จะเกิดอะไรขึ้น!!!



ไม่ขับถ่ายตอนเช้า จะเกิดไรขึ้น



ในช่วงเวลา 05.00-07.00 เป็นเวลาของลำไส้ใหญ่ ถ้ายังไม่ยอมขับถ่ายอุจจาระ แล้วปล่อยเวลาเลยมาถึง 07.00-09.00  ซึ่งเป็นเวลาของกระเพาะอาหาร แล้วไม่ยอมกินข้าวเช้าอีก อุจจาระจากลำไส้ใหญ่ที่ไม่ขับถ่ายออก จะถูกบีบตัวขึ้นมาจากลำไส้ใหญ่ ผ่านลำไส้ใหญ่เล็กมาที่กระเพาะอาหาร ก็จะถูกดูดซึมซ้ำอีกครั้ง ในอุจจาระเก่ามีแก๊สที่เสียแล้ว เกิดจากการบูดเน่า โดยอุณหภูมิของร่างกาย ซึ่งมีความร้อน 37 องศา ตลอดเวลา ไม่เหมือนกับตู้เย็นที่เก็บได้นานกว่า เพราะฉะนั้นแก๊สพิษเหล่านี้ จะถูกดูดซึมเข้าไปในกระแสเลือด เลือดจึงไม่สะอาด ถ้าเลือดไม่สะอาดไหลไปเลี้ยงทุกส่วนของร่างกาย ไหลผ่านสมอง หัวใจ ปอด ม้าม ตับ ผิวหนัง ก็จะได้รับพิษจากแก๊สพิษด้วย

-     ก่อนเที่ยงถึงบ่าย ง่วงนอนเพราะเลือดไม่สะอาดไปเลี้ยงหัวใจ หัวใจก็อ่อนล้าไม่สดชื่น
-     มีกลิ่นตัว กลิ่นปาก ก็มาจากเลือดไม่สะอาดไปเลี้ยงปอด ปอดก็จะขับอออกทางผิวหนังและ     ลมหายใจ ตัวเองไม่ค่อยได้กลิ่น แต่คนอื่นได้กลิ่น
-     ถ้าปล่อยไว้โดยไม่ขับถ่ายในช่วงเวลา 05.00-07.00 นานๆ เข้าเป็นระยะเวลาหลายๆ ปี เลือดที่ไม่สะอาดก็จะไม่ได้รับสารอาหารที่เป็นประโยชน์ เมื่อแก่ตัวความจำจะเสื่อมเร็ว
-     ปวดเข่า เมื่ออายุมากขึ้น เป็นริดสีดวงทวาร

วิธีแก้

พยายามขับถ่ายระหว่างเวลา 05.00-07.00 . ถ้าไม่ขับถ่ายให้กินขมิ้นชั้นเป็นประจำเพื่อบริหารลำไส้ใหญ่
ควรกินข้าวเช้าทุกวัน ระหว่างเวลา 07.00-09.00

สร้างความสุข ทำให้ชีวิตยืนยาว


สร้างความสุข ชีวิตยืนยาว ต้องอยู่แบบพอเพียง ทำให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ โดยไม่สร้างความเดือดร้อนให้ใครแม้แต่ตัวของเราเอง  นั่นย่อมหมายถึง  การอยุ่อย่างสุข นั่นเอง

 

หัวเราะ  ยามเมื่อเราหัวเราะ ความเครียดก็ถูกทำลาย อีกทั้งร่างกายยังหลั่งสารเอนดอร์ฟินออกมา สารนี้คือ  สารแห่งความสุข




นอนหลับให้สนิท   การนอนหลับอย่างเต็มอิ่ม วันละ 7-8 ชั่วโมง  จะส่งผลให้ระบบคุ้มกันของร่างกายแข็งแกร่ง สมองสดใส  เซลล์ต่างๆ สร้างตัวได้ดี  แถมช่วยให้น้ำหนักลดลงได้ด้วย

กินอาหารเช้าทุกวัน เพราะช่วยกระตุ้นอัตราเมตาบอลิซึม ให้เผาผลาญแคลอรี่อย่างขยันแข็งขันตลอดเวลา  นอกจากนี้ยังช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่อีกด้วย

กินผัก ผลไม้  เพราะอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ  และช่วยให้ห่างไกล โรคมะเร็ง

กินเมนูปลา  เป็น อาหารจานโปรด  แต่ต้องเจาะจงปลาที่มีไขมัน แต่ก็ไม่ต้องกลัวอ้วน  กินปลาซัก 3 มื้อ ต่อสัปดาห์  หรือกินน้ำนัมตับปลาเป็นอาหารเสริมก็สะดวกดี และมีคุณค่าด้วยกรดไขมัน โอมก้า 3 จากน้ำมันตับปลา จะช่วยลดคอเลสเตอรอลและดูแลหัวใจ

ดื่มชา  ลดความเสี่ยงจะเป็นมะเร็งในระบบทางเดินอาหาร และโรคหัวใจ

ดื่มไวน์แดง วันละ 1 แก้ว เพื่อกระตุ้นหัวใจให้เลือดลมเิดินได้สะดวก

แปรงฟันและขัดฟันทุกวัน เป็นการลดแบคทีเรีย ในช่องปาก ซึ่งจะส่งผลให้มีสุขภาพดีขึ้น

ออกกำลังกาย  อย่างสม่ำเสมอ  ประโยชน์ของการออกกำลังกาย มีอยู่มากมาย 



ทำสมาธิ  ซึ่งจะช่วยบรรเทาความเครียด ลดความดันเลือดในขณะที่เรากำหนดลมหายใจเข้าลึกๆ นั้น จะช่วยให้ออกซิเจนเข้าสู่ปอดได้อย่างเต็มที่









กินอย่างไร?.. ไร้โรคภัย

สำหรับท่านผู้อ่านทั้งหลาย. วันนี้ขอแนะนำ เคล็ดวิธี.. กินอย่างไร? ไร้โรคภัยมาฝาก เราได้นำบทความบางส่วนของหนังสือ เคล็ดวิธี..กินอย่างไร? ..ไร้โรคภัยมาฝาก บทความนี้ได้อ้างอิง จากหนังสือ
"กินเป็น ลืมป่วย"  และ "นาฬิกาชีวิต ดิฉันจะค่อยๆ แนะนำในบทต่อๆไป เพื่อที่ผู้อ่านจะได้ไม่เบื่อ กับเนื้อหาที่ค่อนข้างเยอะ โดยมีรูปภาพประกอบ เพื่อความบันเทิงใจในการอ่านบทความนี้


ความสำคัญของอาหารเช้า





การไม่กินอาหารมื้อเช้า เป็นเหตุพื้นฐานที่ทำให้เกิดการเจ็บป่วยที่เรามองข้ามไป คิดว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่เคยปฏิบัติอยู่เป็นประจำ ไม่เห็นจะเป็นอะไรเลย

อาหารมื้อเช้าเป็นอาหารมื้อที่สำคัญที่สุด ที่ร่างกายต้องการสารอาหารในช่วงเวลา 07.00 - 09.00 น. ระหว่างเวลานี้สมองและใบหน้าของคนเราต้องการเลือดและออกซิเจน เป็นอาหารบำรุงส่งไปเลี้ยงสมอง ถ้าไม่กินข้าวเช้า ก็จะไม่มีเลือดมารับออกซิเจนส่งขึ้นไปเลี้ยงสมอง เพราะสมองต้องการกรดอะมิโนไปบำรุงเซลล์สมอง รวมถึงวิตามินบี 1 และ บี12 มื้อเช้าถ้าไม่มีเวลาจริง ๆ ก็ควรกิน สูตร โยเกิร์ต+นมสด+น้ำผึ้ง+มะนาว และกล้วย 1 ลูก